บล็อกนี้ได้จัดทำขึ้นเพื่อนใช้ในการเรียนการสอนในรายวิชา อินเตอร์ในชีวิตประจำวัน ของ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

วันจันทร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2554

สะพานข้ามเเม่น้ำเเคว (ทางรถไฟสายมรณะ) ที่จังหวัดกาญจนบุรี ประเทศไทย


สะพานข้ามเเม่น้ำเเควเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวหลักของจังหวัดกาญจนบุรีซึ่งตั้งเเผ่ข้ามเเม่น้ำแควใหญ่ กองทัพญี่ปุ่นได้นำชิ้นส่วนสะพานเหล็กสีดำมาจากมลายูในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เเละได้ให้เชลยศึกของฝ่ายสัมพันธมิตรทำการสร้างโดยอยู่ภายใต้การควบคุมดูเเลของประเทศญี่ปุ่น สะพานเเห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางรถไฟในทางยุทธศาสตร์ของญี่ปุ่นที่เชื่อมต่อไปยังประเทศพม่า เพื่อดูเเลรักษาความปลอดภัยของยุทโธปกรณ์ที่จะใช้ในการไล่ล่าอาณานิคมทางเอเชียตะวันตก

การก่อสร้างเริ่มขึ้นในวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2485 เเละเสร็จสิ้นลงในวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2486 สะพานมีความยาวอยู่ที่ 415 กิโลเมตร (ประมาณ 303 กิโลเมตรตั้งอยู่ในประเทศไทย เเละอีกประมาณ 112 กิโลเมตรในประเทศพม่า) ผ่านด่านเจดีย์สามองค์ อำเภอสังขละบุรี ทางตอนเหนือสุดของจังหวัดกาญจนบุรี ได้มีการประมาณการจำนวนเชลยศึกที่เสียชีวิตทั้งหมดไว้ที่ 16,000 คน ทั้งจากประเทศอังกฤษ ออสเตรเลีย ฮอลเเลนด์ เเละสหรัฐอเมริกาที่ถูกเกณฑ์มาสร้างสะพานเเห่งนี้ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นเป้าหมายของเครื่องบินทิ้งระเบิดในปี พ.ศ. 2488 เเละยังมีเเรงงานจากประเทศไทย พม่า มาเลเซีย เเละอินโดนีเซียอีกประมาณ 90,000 คนที่เสียชีวิตระหว่างการก่อสร้าง

ได้มีการสร้างสะพานใหม่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เเละสะพานยังคงถูกใช้มาจนถึงทุกวันนี้ โดยที่ส่วนโค้งของสะพานยังคงรูปเเบบของของเดิมไว้ อีกทั้งทุกๆปีจะมีการจัดงานเเสงสีเสียงบริเวณสะพานเพื่อเป็นการรำลึกถึงการโจมตีฝ่ายสัมพันธมิตรใน พ.ศ. 2488

การเดินรถในปัจจุบันยังคงมีตามเส้นทางในประวัติศาสตร์จากกาญจนบุรีถึงสถานีน้ำตกทุกวัน เเละนี่เป็นอีกหนึ่งโอกาสสำหรับการถ่ายรูปในช่วงเวลาที่รถไฟกำลังข้ามสะพานอันเต็มไปด้วยมนต์ขลังที่คุณไม่ควรพลาด


                     





ตลาดน้ำในเมืองไทย – ตลาดน้ำอัมพวา (สมุทรสงคราม)



 ตลาดน้ำอัมพวาตั้งอยู่ริมคลองที่ไหลสู่แม่น้ำโขงในจังหวัดสมุทรสงคราม อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ราว 80 กิโลเมตร ตลาดแห่งนี้จะเปิดแค่วันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์เท่านั้นและจะมีคนเดินกันแน่นขนัดในช่วงเกือบพลบค่ำ


นอกเหนือจากการไปเที่ยวตามปกติที่ตลาดน้ำดำเนินสะดวกเพื่อไปดูการขายสินค้าที่ใช้เรือพายไปในแม่น้ำเหมือนในสมัยก่อน หรือการเดินเที่ยวที่ตลาดนัดจตุจักรในกรุงเทพฯแล้ว คุณอาจอยากลองไปเที่ยวที่ตลาดน้ำอัมพวาเพื่อสัมผัสบรรยากาศตลาดน้ำแบบไทยแท้ๆ ดู โดยหากขับรถไปจากกรุงเทพฯก็ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น

ที่ริมสองฝั่งแม่น้ำ คุณจะเจอร้านรวงต่างๆมากมาย รวมไปถึงเรือขายสินค้าเล็กๆที่บรรดาพ่อค้าแม่ค้าต่างพายไปมาอยู่ในแม่น้ำ หรือจอดขายของอยู่ที่ริมตลิ่ง คุณสามารถหาซื้อสินค้าหรือของกินได้ตั้งแต่เสื้อผ้า ของตกแต่งบ้าน ไปจนถึงอาหารพื้นเมืองและลูกกวาด

นอกจากนี้ ที่ตลาดน้ำอัมพวายังมีพิพิธภัณฑ์ของเก่าที่น่าสนใจ รวมถึงศิลปินและคนทำสินค้าทำมือที่มีพรสวรรค์มากมายมาขายงานศิลปะเก๋ๆของตัวเอง ราคานั้นก็ถูกกว่าราคาที่ขายในกรุงเทพฯ และบางอย่างก็หาซื้อที่ไหนไม่ได้นอกจากที่นี่เท่านั้น เพราะฉะนั้นถ้าคุณอยากได้อะไรก็ควรรีบซื้อทันที มิฉะนั้นอาจต้องเสียใจภายหลัง

การรับประทานอาหารค่ำที่ตลาดน้ำอัมพวาก็เป็นประสบการณ์ที่น่าสนใจอย่างหนึ่ง เพราะอัมพวาเป็นอำเภอที่โด่งดังในเรื่องอาหารไทยแท้ประเภทอาหารทะเล ยกตัวเช่น กุ้งแม่น้ำ หอยเชลล์ และปลาหมึกที่ย่างสดๆและเสิร์ฟมาพร้อมกับน้ำจิ้มรสเด็ด นอกจากนี้ยังที่นี่ยังโด่งดังเรื่องส้มตำและผัดไทยอีกด้วย และเนื่องจากอาหารถือเป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งของวัฒนธรรมไทย ที่นี่จึงมีอาหารน่ารับประทานหลากหลายประเภทให้คุณได้เลือกสรรจากบรรดาเรือของพ่อค้าแม่ค้า อีกทั้งคุณยังจะได้ตื่นเต้นเมื่อได้สัมผัสกับบรรยากาศที่ผู้คนจำนวนมากนั่งกินอาหารอยู่ริมสองฝั่งคลอง

เช่นเดียวกับที่โบ้ทเควย์และคล้าก เควย์ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวของสิงคโปร์ ที่ตลาดน้ำอัมพวายังมีร้านกาแฟเก๋ๆ บาร์พร้อมดนตรีสด ร้านอาหาร ร้านขนมหวานและไอศครีมจำนวนมากอยู่ตลอดริมฝั่งคลอง ราคาอาหารนั้นก็แสนถูก แถมยังปลอดภัยและรสชาติดี เครื่องดื่มก็มีให้เลือกหลากหลายและอรอ่ย น้ำลิ้นจี่ปั่นนี่ของโปรดของฉันเลย

ส่วนใหญ่แล้วตลาดน้ำอัมพวาจะมีคนไปเที่ยวเป็นจำนวนมาก ดังนั้นขอแนะนำให้คุณไปถึงเร็วๆหน่อยจะดีกว่า โดยที่นี่จะเริ่มเปิดตั้งแต่ประมาณ 4 โมงเย็นไปจนถึงประมาณห้าทุ่ม ซึ่งคุณจะมีเวลาเหลือเพียงพอที่จะเที่ยวชมให้ทั่วได้ นอกจากนี้ ถ้าคุณอยากจะอยู่ต่ออีกสักหน่อย คุณก็สามารถพักที่โฮมสเตย์เล็กๆซึ่งได้รับการตกแต่งอย่างมีสไตล์และมีให้เลือกมากมายได้ เท่านี้คุณก็จะได้สัมผัสบรรยากาศชีวิตยามค่ำคืนริมฝั่งแม่น้ำที่ช่วยชาร์ตพลังให้คุณสดชื่นมากขึ้น หรือไม่อย่างนั้น คุณก็อาจจะนั่งเรือออกไปเที่ยวชมหิ่งห้อยก็ได้

ตลาดน้ำอัมพวาได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมอย่างมากของชาวกรุงเทพฯ แต่ยังเป็น “สถานที่เที่ยวแห่งใหม่”สำหรับนักท่องเที่ยวอื่นๆ และเมื่อได้มาสัมพัส คุณจะรู้ว่าที่นี่เป็นมากกว่าตลาดน้ำทั่วไป
  
  




ศูนย์ประวัติศาสตร์เยาวราชที่วัดไตรมิตรวิทยาราม (กรุงเทพฯ, ประเทศไทย)


ศูนย์ประวัติศาสตร์เยาวราชซึ่งอยู่ที่วัดไตรมิตรวิทยาราม (จังหวัดกรุงเทพฯ ประเทศไทย) และเปิดให้บริการครั้งแรกในปีพ.ศ. 2552 ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่แห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์อันทันสมัยแห่งนี้ตั้งอยู่บนชั้นสองของพระมหามณฑป ซึ่งเพิ่งได้รับการบูรณะในวัดไตรมิตรวิทยาราม จังหวัดกรุงเทพฯ(วัดซึ่งประดิษฐานหลวงพ่อทองคำ) ไชน่าทาวน์แห่งนี้ทำให้ได้รู้ข้อมูลมากมายตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยพิพิธภัณฑ์นี้แบ่งออกเป็นส่วนนิทรรศการแบบอินเตอร์แอคทีฟ 6 ส่วนซึ่งจะนำคุณเดินทางย้อนสู่อดีตได้อย่างเหลือเชื่อ ทำให้คุณได้เห็นอดีตอันยาวนานของไชน่าทาวน์เยาวราช

โซน 1 – โรงภาพยนตร์ขนาดเล็ก มีการฉายวิดีทัศน์เล่าเรื่องชีวิตของคนที่ไชน่าทาวน์เยาวราชในทศวรรษ 1940 ซึ่งเป็นชาวจีนที่อพยพเข้ามาขอพึ่งพระบรมโภธิสมภารของกษัตริย์ไทยและมีชีวิต ความเป็นอยู่อย่างสงบสุข

โซน 2 – มีการเชื่อมโยงประวัติศาสตร์ของชาวจีนในกรุงเทพฯและธนบุรี ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของชุมชนชาวจีนในสำเพ็ง และการไหลทะลักเข้ามาขอผู้อพยพชาวจีนตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 จนถึงรัชกาลที่ 3 (พ.ศ. 2325- 2394) ในช่วงเวลาดังกล่าวไชน่าทาวน์ได้กลายเป็นศูนย์กลางการค้าที่ใหญ่ที่สุดใน เมืองหลวงของไทย ภาวะขาดแคลนอาหารในประเทศจีนตอนใต้ทำให้ชาวจีนฮกเกี้ยนและจีนแต้จิ๋วจำนวน มากอพยพเข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คุณจะพบตัวเองขณะกำลังอยู่ในบริเวณตลาดสำเพ็งสมัยรัชกาลที่ 3

โซน 3 – นำเสนอแบบจำลอง 3 มิติของถนนเยาวราชในปีที่มีความรุ่งเรื่องที่สุดหรือประมาณปี พ.ศ. 2500 คือเป็นศูนย์กลางด้านธุรกิจและความบันเทิงอันทันสมัยของกรุงเทพฯรวมถึงเป็น ที่ตั้งของตึกที่สูงที่สุดในประเทศไทยถึง 3 ตึกด้วยกัน รอบๆ แบบจำลองดังกล่าวมีสื่อ 3 มิติ 11 สื่อซึ่งนำเสนอเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่และวัฒนธรรมของผู้ที่อยู่อาศัยแถว เยาวราชในช่วงเวลาดังกล่าว ถนนเยาวราชถูกสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2434 หรือสมัยรัชกาลที่ 5 นอกจากนี้ยังมีการกล่าวกันว่าถนนที่ยาว 1.5 กิโลเมตรสายนี้เลื้อยทอดยาวผ่านใจกลางของไชน่าทาวน์ที่กรุงเทพฯ เหมือนกับมังกร

โซน 4 – หอเกียรติยศ แสดงภาพบุคคลที่มีชื่อเสียงของชุมชนเยาวราชซึ่งถือเป็นบุคคลต้นแบบและก่อให้ เกิดแรงบันดาลใจให้กับคนในยุคต่อๆมา

โซน 5 - นำเสนอแกลอรี่ภาพถ่ายและวีดีทัศน์เกี่ยวกับพระมหากรุณาธิคุณของพระมหา กษัตริย์ไทยและพระบรมวงศานุวงศ์ที่มีต่อชุมชนเยาวราช รวมถึงพระราชกรณียกิจต่างๆซึ่งก่อให้เกิดสัมพันธไมตรีอันดีงามระหว่างประเทศ ไทยกับประเทศจีน

โซน 6 - สื่อถึงเยาวราชในยุคปัจจุบันและนำเสนอสถานที่ที่น่าสนใจต่างๆในบริเวณ เยาวราช

ที่อยู่ในการติดต่อ
ศูนย์ประวัติศาสตร์เยาวราช
661 ถนนเจริญกรุง
เขตสัมพันธวงศ์
กรุงเทพฯ 10100

ช่วงเวลาทำการ
วัน อังคาร-วันอาทิตย์
ตั้งแต่ 8.00 – 17.00 น.

การเดินทาง
โดยทาง รถไฟฟ้าใต้ดิน: นั่งรถไฟฟ้าใต้ดินไปลงสถานีหัวลำโพงและออกทางออกหมายเลข 1 วัดนี้อยู่ห่างจากสถานีราว 200 เมตรโดยตั้งอยู่ทางขวามือของถนนไตรมิตร

                                             



คั่วกลิ้ง อาหารขึ้นชื่อของภาคใต้


อาหารไทยนั้นมีมากมายหลายร้อยรายการ แต่ละรายการจะมีลักษณะเด่นในเรื่องรสชาติและรูปลักษณ์ต่างๆกันไป ภาคใต้มีอาหารรสชาติจัดจ้านด้วยสมุนไพรรสเผ็ด เช่น ขมิ้น และมักจะมีส่วนผสมของกะทิ ขมิ้นเป็นเครื่องเทศที่ได้รับความนิยม ในอาหารอินเดียและอาหารเอเชียในชาติต่างๆ อีกทั้งยังเป็นส่วนประกอบสำคัญของเเกง อาหารใต้นั้นขึ้นชื่อในเรื่องรสชาติที่มีความจัดจ้านและเข้มข้น เช่น คั่วกลิ้ง เป็นต้น

คั่วกลิ้งเป็นอาหารขึ้นชื่อของภาคใต้ ถ้าหากคุณอยู่ที่ ภูเก็ต สมุย หรือกระบี่ควรหาโอกาสลิ้มลอง คั่วกลิ้งมีรสเผ็ดจัดลักษณะเป็นแกงเเห้งๆคล้าย รันดั่ง หนึ่งในอาหารอินโดนีเชียที่เป็นที่นิยมในประเทศสิงคโปร์และประเทศแถบเอเชีย สำหรับสูตรการทำคั่วกลิ้งนั้นมีอยู่มากมายให้ได้ลองทำตาม สามารเลือกใช้หมูบด เนื้อบด ไก่บด หรือปลาบดได้ตามใจชอบ เมื่อเสร็จเรียบร้อยตกแต่งโรยหน้าด้วยใบมะกรูดหั่นฝอย เสิร์ฟพร้อมกับข้าวหอมมะลิและผักสด
คั่วกลิ้งเป็นหนึ่งในอาหารใต้จานโปรดของผู้เขียนอาหารจานนี้เป็นเมนูที่ทำให้เราอยากทานอีกเรื่อยๆ แม้ว่าเราจะรู้สึกเหมือนว่า ลิ้นกำลังถูกเผาอยู่ก็ตาม .......






แหล่งช็อปปิ้งในหัวหิน – ตลาดโต้รุ่งหัวหิน


 
ตลาดโต้รุ่งหัวหินซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมืองระหว่างถนนเพชรเกษมและทางรถไฟในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมอีกแห่งหนึ่งของหัวหิน ที่สำคัญที่นี่เป็นแหล่งช็อปปิ้งชั้นเยี่ยมสำหรับเวลาทั้งก่อนและหลังอาหาร โดยเฉพาะถ้าคุณกำลังมองหาของที่ระลึกที่แปลกๆหรือหัตถกรรมของไทย และนอกจากการช็อปปิ้งแล้ว การเดินเล่นที่ตลาดโต้รุ่งจะทำให้คุณได้กลิ่นของอาหารจนเกิดน้ำลายสออย่างแน่นอน

ตลาดโต้รุ่งหัวหินเป็นสถานที่ที่เหมาะกับการซื้อขายต่อราคา ทำให้ให้คุณได้สัมผัสกับวัฒนธรรมท้องถิ่น รวมทั้งยังรวบรวมสินค้าเกือบทุกอย่างไว้ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อยืดสุดเท่ ชุดว่ายน้ำ รองเท้า รองเท้าแตะ เครื่องประดับ ซีดี ดีวีดี โคมไฟกระดาษสา ของที่ระลึกของไทย ผลไม้ ไปจนถึงอาหารไทยและอาหารทะเลราคาไม่แพงแต่อร่อย และที่นี่ยังมีแกลอรี่โชว์ผลงานศิลปะไทยเดิมและศิลปะร่วมสมัยของศิลปินไทยในท้องถิ่น นอกจากนี้ ตลาดโต้รุ่งหัวหินยังทำให้คุณมีโอกาสฝึกฝนทักษะภาษาไทยและทักษะการต่อรองราคาให้ดีขึ้นอีกด้วย :-)

สิ่งที่ตลาดโต้รุ่งหัวหินมีไม่เหมือนที่อื่นคืออะไร? สิ่งที่ไม่เหมือนที่อื่นคือ หากคุณเดินไปเรื่อยๆตามถนนที่ตลาดโต้รุ่งหัวหิน คุณจะเจอบาร์และร้านอาหารกลางแจ้งบรรยากาศสบายๆและมีเจ้าของที่บุคลิกเป็นกันเองออกมาแนะนำเมนูและนำเสนอรายการอาหารทะเลสดๆ ที่นี่ผู้คนในท้องถิ่นรวมทั้งนักท่องเที่ยวสามารถอิ่มอร่อยไปกับอาหารและเครื่องดื่มรสชาติเยี่ยมในบรรยากาศสบายๆของเมืองร้อนภายใต้แสงจันทร์และแสงดาวบนท้องฟ้า

หากว่าสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ยังไม่ถูกใจคุณ การเดินเล่นและซึมซับบรรยากาศของถนนสายนี้ ไม่ว่าจะเป็นจากร้านค้าต่างๆและเหล่าเอนเทอร์เทนเนอร์จะทำให้คุณเกิดความเพลิดเพลินได้อย่างแน่นอน

ตลาดโต้รุ่งหัวหินเปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 5 โมงเย็นไปจนถึงเที่ยงคืน

สวัสดี...บึงกาฬ


รายละเอียด :
ผมต้องยินดีกับคนบึงกาฬที่ได้รับการประกาศให้เป็นจังหวัดใหม่ ที่นี่ชาวบ้านเขาลุ้นกันมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ แต่ตอนนั้นคงมีแค่เหตุผลเดียวที่สมควรจะเป็นจังหวัด คือ ไกลจากจังหวัดหนองคายถึง ๒๓๘ กม. คนก็ยังน้อย เศรษฐกิจยังไม่ดีนัก พอแยกมาเป็นจังหวัดแล้ว ผมก็ต้องแสดงความเสียใจกับจังหวัดหนองคายที่จะสูญเสียแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติไปเกือบ ๗๐%
เคยบอกไปแล้วว่าฉายาของจังหวัดหนองคาย คือ มังกรเลื้อยแห่งภาคอีสาน เพราะรูปร่างจังหวัดจะยาวคดโค้งไปตามแม่น้ำโขง ถ้าอุปมาเหมือนตาชั่ง ตัวจังหวัดจะอยู่ตรงกลาง แขนทางซ้าย คือ อ.ท่าบ่อ อ.ศรีเชียงใหม่ อ.สังคม แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติจะอยู่ที่ อ.สังคม พอมาดูแขนทางซ้าย แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติจะไปอยู่ในเขตจังหวัดบึงกาฬทั้งหมด (จังหวัดบึงกาฬมี ๘ อำเภอ คือ อ.บึงกาฬ, เซกา, ปากคาด, โซ่พิสัย, บุ่งคล้า, บึงโขงโหลง, ศรีวิไล และพรเจริญ)
พอบึงกาฬแยกมาเป็นจังหวัด ต่อไปจังหวัดหนองคายต้องขายวัฒนธรรมและบรรยากาศริมแม่น้ำโขงอย่างเดียว ไม่อย่างนั้น ไม่รู้จะชูเรื่องอะไรมาเป็นจุดขายของการท่องเที่ยว
ผมคุ้นเคยกับจังหวัดใหม่นี้มาก ชอบธรรมชาติและบรรยากาศ ไปทุกปีและตระเวนดูแทบทุกหมู่บ้าน แทบทุกตำบล ยืนยันได้เลยว่าทั้งจังหวัดใหม่นี้เป้นพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติทั้งหมด ประเภทน้ำตก แหล่งดูทะเลหมอก ทุ่งดอกไม้ธรรมชาติ เส้นทางเดินป่า แหล่งดูนกน้ำ เรียกได้ว่ายครบเครื่องของแหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวคนไทยต้องการ แต่จะสวยในช่วงหน้าฝนเท่านั้น (มิถุนายน – ตุลาคม) นอกนั้นบรรดาน้ำตก ทุ่งดอกไม้อะไรที่เป้นจุดขายทางธรรมชาติจะแห้งแล้ง ช่วงที่ดีที่สุดในการไปเที่ยวบึงกาฬจึงเป็นช่วงหน้าฝนอย่างที่บอก
ตัวเมืองบึงกาฬตรงข้ามกับเมืองปากซัน แขวงบอลิคำไซ ของ สสป.ลาว แต่การค้าขายไปมาหาสู่ของคนสองประเทศกลับไม่คึกคักนัก บรรยากาศของเมืองที่ติดแม่น้ำโขงอย่าง บึงกาฬ หรือ บุ่งคล้า นั้น ตอนเช้าและตอนเย็นเป็นบรรยากาศที่ชวนหลงใหลมาก ตรงบุ่งคล้าจะเห้นปากกระดิ่งทางฝั่งลาว เป็นแม่น้ำที่ใสเขียว เวลาไหลลงแม่น้ำโขงสีขุ่นจึงเป้นน้ำสองสี แทบทุกอำเภอในจังหวัดบึงกาฬ เป้นอำเภอเล็กๆ ตอนนี้ยังหาที่พักยาก ร้านอาหารก็หายาก มีที่สมบูรณ์หน่อยก็ในตัวเมืองบึงกาฬ
ตอนนี้รถทัวร์จากกรุงเทพฯ ไปบึงกาฬมี ๒ บริษัท การบริการเลยไม่ค่อยดีนัก หน้าน้ำมีการแข่งเรือยาวทุกปี แข่งกับลาวก็มี หน้าแล้งริมโขงจะเป็นชายหาด ช่วงสงกรานต์ชาวบ้านจะมาเล่นน้ำบนหาดริมโขงกันสนุกสนาน ปลูกยางพารากันมากเกือบทั้งจังหวัด และน้ำท่วมทุกปี เพราะเป็นที่ลุ่มริมแม่น้ำ มีพื้นที่ชุ่มน้ำหลายแห่งอย่างกุดทิง ห้วยบังบาตร บึงโขงโหลง
จังหวัดบึงกาฬจึงน่าจะเป็นจังหวัดทางภาคอีสานที่ไม่แล้งน้ำเหมือนอีสานอื่นๆ ความที่มีพื้นที่ติดแม่น้ำโขงเกือบตลอด บางจุดจึงไกลหูไกลตาเจ้าหน้าที่บ้านเมือง มีจุดลักลอบขนทั้งยาเสพติด สิ่งผิดกฎหมายลักลอบเข้าเมืองเยอะไปหมด สถานบันเทิงมีน้อยมาก จึงเหมาะกับคนที่ชอบเที่ยวในที่เงียบๆ
จังหวัดนี้ต้องขายแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอย่างเดียว และช่วงเวลาทองของการเที่ยวบึงกาฬคือหน้าฝน ตั้งแต่มิถุนายนไปจนถึงตุลาคมของทุกปี ถ้านอกจากนี้ไม่มีอะไรดูแล้ว นักท่องเที่ยวสามารถเที่ยวแบบเช้าไปเย็นกลับเข้ามาพักในตัวบึงกาฬได้ เพราะ ระยะทางจะไม่ไกล
แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ คือ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว ที่นี่ถือเป้นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติแหล่งใหญ่ของบึงกาฬ เพราะ น้ำตกสวยๆ อย่าง น้ำตกถ้ำพระ น้ำตกเจ็ดสี น้ำตกถ้ำฝุ่น หรือแม้กระทั่งน้ำตกใหญ่อย่างน้ำตกชะแนนล้วนเกิดจากป่าภูวัวนี้ทั้งสิ้น แล้วที่นี่ยังมีเส้นทางเดินป่าที่มีทุ่งดอกไม้ดินสารพัดชนิด มีช้างอีกหนึ่งโขลงให้พวกเดินป่าได้ตื่นเต้น ที่บนผากำปั่นในป่าภูวัวเป็นจุดดูทะเลหมอก ชมพระอาทิตย์ขึ้นและตกที่สวยงามมาก
อีกแห่งที่ต้องไม่พลาดคือ วัดภูทอก ซึ่งความมหัศจรรย์อยู่ที่สะพานไม้ที่ทำเวียนรอบภูหินทราย ขึ้นไปด้านบนจะเห็นทิวทัศน์โดยรอบสวยงามมาก ยังมีดอกไม้และบรรยากาศร่มรื่นในบริเวณวัดด้วย สถานที่นั้นสมบูรณ์และน่าไปเยี่ยมชมมาก
ส่วน บึงโขงโหลง เป็นบึงน้ำใหญ่ มีนกน้ำอพยพมาในช่วงฤดูหนาวของทุกปี มีนกแต้วแล้วธรรมดา และนกอื่นๆ เป็นที่น่าชื่นชมแก่เหล่าบรรดานักท่องเที่ยวยิ่งนัก
ขอต้อนรับสู่จังหวัดใหม่ของไทยครับ... 

ตำน้ำพริกละลายน้ำย่อย


รายละเอียด :
“นอกจากน้ำพริกจะเป็นกับข้าวพื้นฐานของไทยแล้ว น้ำพริกก็ยังเป็นศูนย์กลางของสำรับซึ่งมีกับข้าวหลายอย่าง…น้ำพริกจะต้องตั้งอยู่ตรงกลางและกับข้าวอื่นๆ ที่จะมาแวดล้อมประกอบเป็นสำรับนั้นในการทำจะต้องคำนึงถึงน้ำพริกก่อนว่าเป็นน้ำพริกอะไร…”

“น้ำพริกนั้น นอกจากจะเป็นกับข้าวของไทยแล้ว ยังเป็นวัฒนธรรมไทยอย่างหนึ่ง คนไทย ต้องรู้จักน้ำพริก ต้องรับประทานน้ำพริกให้เป็น หมายความว่าจะต้องรู้วิธีว่า จะเอาอะไรจิ้มกับน้ำพริก แนมด้วยปลาย่างหรือปลาทอด…เหล่านี้
เป็นวัฒนธรรมไทยซึ่งมีมาแต่โบร่ำโบราณทั้งสิ้น” (ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช)

เชื่อว่า พวกเราคนไทยคงไม่มีใครไม่รู้จัก ม. ร. ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช กันนะคะท่านเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงแทบจะทุกด้านในสังคมบ้านเรา ไม่ว่าจะในฐานะนักการเมือง นักแสดง นักเขียน หรือสื่อมวลชน ท่านก็โดดเด่นมาแล้วทั้งนั้น
และสำหรับเรื่องสำรับกับข้าว ท่านก็ยังเป็นผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นเอกในวงการอีกด้วยนะคะใครที่เกิดทันอ่านสยามรัฐสมัยก่อนคงได้เห็นคอลัมน์ซอยสวนพลูที่ท่านเขียนเรื่องอาหารให้อ่านกันนะคะ สนุกราวกับว่าไม่ใช่คอลัมน์ทำกับข้าวเลยเชียวค่ะ

น้ำพริก เป็นอาหารที่เราคุ้นเคยกันดีมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว มีหลากหลายจนแม่อบเชยเหนื่อยแทบขาดใจเวลาอธิบายเรื่องน้ำพริกให้ฝรั่งฟัง อย่าว่าแต่ฝรั่งมังค่าเลยค่ะเพราะขนาดเพื่อนคนไทยกันเองในปัจจุบันนี้ก็ยังรู้จักอยู่เพียงไม่กี่ชนิด
เท่านั้นเอง และที่สำคัญก็ยิ่งรู้กันน้อยลงไปว่า น้ำพริกแต่ละอย่างน่ะ มีที่มาหรือที่ไปอย่างไร มีอะไรเป็นส่วนประกอบ และรับประทานกันอย่างไร ควรจะเป็นผักชนิดไหนและทำไมจึงเป็นเช่นนั้น เชื่อเถอะค่ะว่า หาคำตอบกันยากกว่าเล่นเกมเศรษฐี
อย่างไม่ต้องสงสัยเพราะน้ำพริกบ้านเรานั้น มีหลายชนิดจนบางคนบอกว่ากินไม่ซ้ำรายการตลอดชีวิตยังไม่หมดเลยค่ะ ดูเหมือนประโยคนี้จะกล่าวเกินจริงไปสักหน่อย แต่ลองฟังนิทานเรื่องนี้สิคะ แล้วจะเชื่อว่า ประโยคข้างต้นไม่เกินจริงค่ะ

พระราชาพระองค์หนึ่ง เกิดจะเลียนแบบพระเจ้ากาหลิบแห่งนิทานพันหนึ่งราตรีของอาหรับขึ้นมาเลย ประกาศว่า แต่ละคืนให้หาสนมมาเข้าเฝ้าหนึ่งนางและรุ่งขึ้นให้ประหารเสีย แต่มีสนมนางหนึ่งที่แสนจะฉลาดเหลือหลาย รู้ว่าผู้ชาย
นั้นความรักเดินทางผ่านปากสู่กระเพาะเลยเล่าเรื่องการทำน้ำพริกถวายในคืนแรก และด้วยลีลาของนักเล่านิทานชั้นเยี่ยมทำให้พระราชาเกิดอยากจะเสวยน้ำพริกชนิดนั้นขึ้นมา เลยปล่อยให้สนมนางมีชีวิตต่ออีกหนึ่งวันเพื่อทำน้ำพริกถวาย และคืนต่อมาก็เป็นเช่นนี้ทุกคืนๆ สนมนางนั้นก็มีชีวิตรอดเรื่อยมา ในนิทานเล่าว่า สนมนางนั้นไปแก่ตายเอาตอนเล่าถึงน้ำพริกเครื่องหลน นั่นหมายความว่าขนาดเล่าเรื่องน้ำพริกตั้งแต่สาวจนแก่ตาย รายการน้ำพริกก็ยังไม่หมดสต็อกเลยด้วยซ้ำ
"แซบอีหลีเด้อค่า…"

เมื่อไม่นานมานี้ก่อนละครหลังข่าวเรื่องพันท้ายนรสิงห์จะออกอากาศนั้น เพื่อนของแม่อบเชยซึ่งเป็นครูประถมในโครงการนำร่องประเภทเรียนโดยไม่ต้องท่องมาเล่าเรื่องชวนอมยิ้มให้ฟังค่ะ เธอถามนักเรียนว่า “นักเรียนคะ มีใครรู้จัก
พันท้ายนรสิงห์ ไหมคะ” เด็กตัวเท่าเมี่ยงคนหนึ่งยกมือขึ้นขอตอบด้วยความมั่นใจเต็มร้อยว่า “รู้จักครับ บ้านผมก็มี“ ครูถึงกับอึ้งกิมกี่และต้องขอให้นักเรียนอรรถาธิบายว่าเพราะอะไร “พันท้ายนรสิงห์ วีรบุรุษแห่งความซื่อตรง” จึงได้ไปอยู่ที่บ้านนักเรียนได้ นักเรียนจึงได้ไขข้อข้องใจให้ครูว่า “ มีจริงๆ นะครับ ตอนเช้าๆ คุณยาย ยังเอาทาขนมปังรับประทานเลย แต่ผมไม่ค่อยชอบครับ กลิ่นแปลก ๆ” กว่าครูจะถึง บางอ้อ ว่านักเรียนหมายถึงน้ำพริกเผาตราพันท้ายนรสิงห์ก็หลงอยู่บางระเง็งตั้งนานสองนาน แต่ความจริง จากเรื่องที่เพื่อนแม่อบเชยเล่ามานี้ก็พอจะบอกได้เหมือนกันนะคะว่า เด็กรุ่นเรียนแบบไม่ท่อง สอนจากสิ่งแวดล้อมนั่นน่ะ รู้จักน้ำพริกซึ่งยังพอมีในสิ่งแวดล้อมมากกว่าวีรบุรุษในประวัติศาสตร์เสียอีกค่ะ ไม่รู้ว่าจะน่าดีใจหรือเปล่านะคะ

วันนี้แม่อบเชยขอจบเรื่องน้ำพริกลงตรงนี้ก่อนนะคะ เพราะว่าถ้าให้เล่าให้ครบทุกเรื่องก็คงเขียนจบตอนแก่หง่อมเป็นสนมนางนั้นไปด้วยเหมือนกันแหละค่ะวันหลังเราค่อยมาว่ากันด้วย น้ำพริกกันใหม่นะคะ ทั้งถ้วยเก่า ถ้วยใหม่ ถ้วยไหนๆ
เราก็จะไม่เว้นกันล่ะค่ะ